วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

EAP จ้า

มาต่อกันเลยนะคะ


การเรียนระดับ Upper เป็นขั้นสูงของการเรียนภาษาอังกฤษทั่วไปคะ ซึ่งตรงนี้ผู้ที่เรียนจะต้องมีความรู้ด้านแกรมม่าพอสมควรคะ และในระดับนี้จะเน้นการใช้ศัพท์ที่ยากกว่าปกติคะ แต่ว่าโดยทั่วไปก็ยังสนุกสนานคะแตกต่างจากการเรียน EAP ซึ่งจะค่อนข้างเข้มในส่วน Speaking Writing Reading และ Listening เข้มในที่นี้คือ ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะเป็นศัพท์วิชาการ และมีการใช้ในรูปแบบที่เป็นทางการมากคะ



อาจารย์ที่สอนในระดับ EAP ชื่อ "Edward" อายุ 34 ปี แต่ จข บล็อกคิดว่า 40 เพราะว่า สภาพหน้าตาที่มาสอน เหมือนเมาเหล้าตลอด กลิ่นตัวก็มีแต่กินเบียร์ กับเหล้า อย่างว่านะ "ผู้ชายหนุ่ม" (มั้ง) แต่เอาเถอะคะ ที่จะเม้าท์คือวิธีการสอนของมันคะ อุ๊ย! ของตัวอาจารย์ ในช่วงแรก จข บล็อก และเพื่อนๆ ในห้องบางท่าน รู้สึก”นอยด์คะ” เพราะว่า Ed สอนเร็ว พูดเร็ว และสรุปเร็ว (ไม่ใช่บริษัทฯ ประกันภัยนะจ๊ะ) พอนักเรียนทักท่วง ก็จะชอบนั่งยัน นอนยัน ว่าเป็นหน้าที่ของนักเรียนว่าจะต้อง "learn by yourself" ED มักจะพูดเสมอว่า "You know……I’m your guide but I can’t tell you what have to do that".


ไอ้ที่พูดนะ มันก็จริง แต่ภาษาอังกฤษมันไม่ช่ายภาษาพ่อแม่นะ จะได้เข้าใจกันง่ายๆ ประกอบกับนักเรียนในชั้นมีระดับที่แตกต่างกันมากคะ เพราะมีในบางครั้งก็มีนักศึกษาจากยุโรปมาร่วมด้วย มันส์พะยะค่ะ เอาคนมั่นใจอย่างเราเน่าไปเหมือนกันคะที่แปลกคือ พวกฝรั่งเค้ามีวิธีการกัดจิกแบบตรงเกิ๊นคะ มีนักเรียนกลุ่มหนึ่งซึ่งมาจากยุโรป มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ ระดับสูงมากแล้ว มากจริงๆ คะ หล่อนมักจะกัดจิก Ed ว่า “หนังสือเล่มนี้ดีเลย ทำไม U ไม่ตรวจก่อนมาสอน (อืม อันนี้ก็จริง) “ หรือ “แกรมม่าที่ U สอนนะไม่ละเอียดพอน ตอนที่ I เรียนที่นู้นมันไม่ใช่แบบนี้นะ” (แล้วมาเรียนทำไมว่ะ ?) และอีกมากมายคะ

สิ่งที่ Ed ทำได้ คือยอมรับแบบหน้าแดงก่ำ (ทั้งที่ใจคงอยากกระทืบแทบตายที่มีนักเรียน มาหักหน้าขนาดนั้น) จข บล็อกนั่งขำคะ สนุกๆ ชอบด้วยเวลามันเถียงกันในคลาส จะได้รู้เทคนิค

แต่แล้ววันหนึ่ง Ed ก็สอนเรื่อง “Paraphrasing and Summarising” เป็นวันที่ขำไม่ออกคะ เพราะโดนมันด่า เต็มๆ คะ

เดี๋ยวจะมาอธิบายให้ฟังนะคะว่ามันคืออะไร


วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

First Day in Windsor (Sydney)






"วันแรกของการเรียน"

หลังจากที่อดนอนมาเก้าชั่วโมงบนเครื่อง ก็นอนซะเต็มคราบเลยคะ ตื่นมาประมาณเที่ยง ก็เริ่มไป survey ถนนหนทางคะ มันเป็นเรื่องยากเอาเรื่องทีเดียวนะ เราต้องมาทำความคุ้นเคยกับภูมิประเทศ สภาพอากาศ ถนนหนทางใหม่ๆ ที่สำคัญอาหาร หาอาหารสดกินยากมั่กๆ ที่นี้เค้ามีแต่ Frozen เป็นส่วนใหญ่คะ

ขอเริ่มเรื่องวันแรกของการเรียนหละกัน ตื่นเช้า แหกขี้ตา โหนรถไฟ ไป Town Hall Station แล้ว ดุ่มๆ ไปที่ Shark Hotel ติดต่อคุณออมที่ counter หลังจากนั้นคุณออมก็ส่งตัวเราไปทำเทสต์ ซึ่งตรงนี้ Principal จะเข้ามาดูแลเราคะ และพาไปแนะนำสถานที่เรียน โชคดีด้วยหละ ได้ระดับ "Intermidate"

และแล้วก็ 10.30 เราก็ได้ไปเจอะเจอเพื่อนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย มีเกาหลีสอง ญี่ปุ่นหนึ่ง อินโดหนึ่ง นอกนั้นคนไทยสาม ก็ ok นะ เตรียมใจตั้งแต่อยู่เมืองไทยนะ แต่เพื่อนคนไทยก็น่ารักมาก ทุกคนรวมใจกันคุยภาษาอังกฤษ หุหุ สนุกสนาน อาจารย์ก็เป็นเกย์เปิดเผยซะด้วย สนุกดี พวกเกาหลีก็ไม่ชอบเกย์ เหอะๆ สนุกไปกันใหญ่

อาจารย์เจ้าของบล็อกชื่อ Simon คะ เป็นคนอังกฤษ และเป็นเกย์ขั้นเทพฯ วันแรกๆ ก็ไม่รู้เรื่องหละคะ เรียนกับมันไปสามเดือน โอ้โห! มันบอกเคล็ดลับเด็ดๆ ให้เยอะแยะเลย ราวกับว่ามันจะเปลี่ยนใจเด็กผู้ชายในห้องซะงั้น ยิ่งตอนมีงาน Mardi Gar มันสอนแต่เรื่องเกย์เป็นเดือนๆ เลยคะ แต่ก็ได้ศัพท์เยอะไม่ช่ายเล่นทีเดียว

เจ้าของบล็อกเรียนอยู่ Intermidate Level แ่ค่สามอาทิตย์คะ หลังจากสอบได้ Passชั้นไป "Upper Advance" (เรามันเก่ง แกมโกง) แต่สามอาทิตย์นั้นก็เต็มไปด้วยมิตรภาพคะ

level นี้เรียนยาวคะ ประมาณสองเดือนกว่าๆ เจออาจารย์สาวออสซี่ Jessica เป็นสาวสวยน่ารักคะ อายุรุ่นเดียวกับจข บล็อก แต่ความสวยของเจ้าหล่อนสามารถเล่นหนัง Holly Wood ได้เลยคะ แต่เจสชอบชีวิตเรียบง่ายคะ เธอเลยไม่ค่อยสุงสิงอะไรแบบนี้ aussie แท้ แต่ไม่ชอบไปผับ ไม่ชอบ drink ด้วยคะ ชีวิตที่เรียนที่ Windsor สนุกมากคะ เพราะจะไปเที่ยวทุกวันอังคารคะ




กิจกรรมแบบนี้ดีนะคะ ทำให้เราได้คุยกับเพื่อนคลาสอื่นๆ แล้วได้ฝึกพูดด้วยคะ เราก็ได้คุยกับอาจารย์ไปด้วยเหมือนกันคะ ที่สำคัญเจสใจดี ชอบให้แอบหนีกลัีบบ้านด้วยคะ



ลืมเล่าคะ Aussie เนี้ย มันดืมเหล้าเบียร์อย่างกับน้ำเปล่า เที่ยวกลางคืนหัวราน้ำ
จนพาพวก Asia อย่างเราบ้าไปกับมันด้วยคะ ถ้าใครอยู่ในเมือง แวะไปเที่ยว Cheer Bar ด้วยนะ (คิดถึงมากๆ)

เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องเรียนให้ฟังต่อนะคะ วันนี้ดูรูปไปพลางๆ หละกันนะ

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เรียนภาษาอังกฤษในต่างแดน




"เรียนภาษาอังกฤษในต่างแดน"

เคยฝันกันหรือเปล่าคะที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ.......จะว่าไปมันก็น่าสนใจนะคะ และมันก็น่าท้าทายสำหรับคนที่ชอบลองโลกกว้าง

เจ้าของบล็อกเรียนภาษาที่ Australia คะ และกำลังจะเรียนต่อโทที่นั้น แต่พอดีมีปัญหาเล็กน้อย เลยต้องกลับมาเริ่มต้นที่เมืองไทยคะ แต่ไม่เป็นไรคะ ยังมีความหวังว่าจะได้ไปเรียนในประเทศที่อยากไปคะ แต่ขอ "อุบอิบ" ไว้ก่อนคะ ......ลองโลกกว้าง...... อืม ลองจริงๆ นะคะ เปิดโลกเดิมๆ ของเราเลยทีเดียวคะ มีหลายๆ คนพูดว่า อยู่ Australia ไม่เห็นจะลำบาก มี Thai Town ด้วย ขอปฏิเสธอย่างแรงคะ

สำหรับชีวิต 7 เดือนที่ได้ไปกิน ไปนอน ไปทำงาน ไปลำบาก ไปเข้าโรงพยาบาล ไปเที่ยวที่ต่าง Sydney มันคุ้มค่ามากคะ เจ้าของบล็อก ขอออกตัวอย่างแรงนะคะ "เป็นความฝันที่จะได้เรียนภาษาอังกฤษ ในต่างประเทศ"

วันแรกที่ไปถึง จำได้ว่าถามกับตัวเองว่า "กูมาลำบากหรือเปล่า?" ไอ้คำถามนี้ มันจะถูกถามกันทุกคนคะเมื่อถึงสถานที่นั้นๆ พี่ที่มารับก็น่ารักคะ ช่วยเป็นอย่างดี หลังจากนั้น ก็ไปที่พัก ไปอยู่ที่ Strathfield มีกระเป๋าสามใบหนักๆ คะ น้ำหนักรวม 34 กิโล ไม่หนักหนา แต่มันดูจะเป็นการยากสักนิด สำหรับคนที่เดินทางครั้งแรก


การไปที่พัก ก็โดยสารรถไฟคะ ที่โน้นเค้า inter คะ ระบบการคมนาคมเค้าดีเลิศทีเดียว (ตอนนี้ยังหงุดหงิดกับการคมนาคมในเมืองไทยพอตัวคะ) แต่จะว่าไปรถไฟบ้านเค้าก็ไม่ปลอดภัยสักเท่า
ไหร่นะคะ ถึงแม้ว่าจะมีกล้องวงจรปิด แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ระวังตัวเองดีที่สุด มาต่อกันที่โดยสารรถไฟ จาก สนามบิน แล้วเปลี่ยนขบวนที่ "Central Station" เป็นสถานีกลางที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะมาเปลี่ยนขบวนกันที่นี้คะ

พอถึง "Strathfield Station" เห็นท้องฟ้า เห็นบ้าน เห็นถนน ทำไมมันน่ารักจัง ชอบเลยคะ หลงเสน่ห์อย่างแรง แต่....มันไม่ที food stall หรือแผงขายอาหารอย่างบ้าน
เรานะคะ ที่ Aus เค้ามีกฏหมายในการควบคุมการขายอาหารคะ ไม่ได้เหมือนอย่างบ้านเรา

มาถึงตอนข้ามถนน ก็รอรถหยุดให้ พี่ที่ไปรับหันมาบอกว่า "แกข้ามเลย นี้มันทางม้าลาย ในที่ชุมชน รถทุกคันต้องหยุดให้ ถ้ารถชนเราในทางม้าลาย มันผิดเต็ม จ่ายเป็นหมื่นเหรียญ"
พอได้ยินแบบนี้นะ ข้ามเลยคะ ไม่ต้องบอกเป็นครั้งที่สอง

เดือนแรกที่ไปมีแต่ความสนุกสนานคะ ได้ไปเจอเพื่อนใหม่ๆ ที่โรงเรียน เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ไปสัมภาษณ์งานในร้านอาหาร อันนี้แหละสนุก เพราะว่าพวก Aussie ภาษา เข้าขั้นแย่ ถึงแย่มั่กๆ พวกท่านจะพูดแบบไม่เปิดปาก แล้วระรัวคะ สำเนียง Aussie เนี้ยสุดยอดคะ ว่าพวก Scotland นี้มันยากแล้วนะ สรุปมันแย่พอกันคะ

ต่อคะ "การจะได้งานทำที่ออสเตรเลีย" นอกจาก "เก่ง"........ "หน้าตาดี"......."เส้นใหญ่"..... "ประสบการณ์"......"ดวง"......"ประจบสอพลอ"......."เอาตัวเข้าแลก"......."เห็นแก่ตัว"....... ต้องโกหกให้เก่งด้วยคะ


โกหก
เจ้าของบล็อกไม่เคยทำร้านอาหารคะในประเทศไทย ไปหางานร้านไทยในออสเตรเลียที่ไหน ถ้าไม่เคยทำ แล้วไปพูดความจริงแบบนี้ ไม่ได้งานคะ ต้องโกหกคะ แล้วก็ทำตัวให้เนียนว่าทำเป็น เป็นสิ่งที่ยากมากคะ เพราะว่าเคยไม่ห่อ "Sping Roll" "Money Bag" "Curry Puff" แต่ว่าต้องทำให้ได้คะ ไม่เคยรับ order ทำ till ก็ต้องคอยมองดูว่าเค้ากันทำอย่างไร ขอทำบ้าง (แต่ไม่ค่อยได้หรอกคะ เค้าก็กลัวว่าเดี๋ยวรับทำเงินหาย)

เก่ง
โกหกเสร็จแล้ว หรือไม่ได้โกหก คุณต้องเก่งคะ เก่งในทุกเรื่องถึงจะคุ้มค่าจ้างเค้าคะ ถ้าคุณทำ till ทำ home ได้ รับ order ได้ ทำ Entree' ได้ เจ้าของรักตายคะ แล้วคุณสามารถเอาประสบการณ์ตรงนี้ไปสมัครงานที่อื่นได้คะ ขอเน้นคะ "มีไหวพริบ สื่อสารภาษาได้" มีงานแน่ๆ (เพราะว่าที่ Australia มีคนจากหลายๆ ชาติ ยิ่งพวก Korean & China เยอะโคตรขอบอก จนนึกว่าตัวเองไปอยู่ที่ กรุงโซลคะ)

หน้าตาดี
อันนี้มีชัยไปกว่าค่อนคะ จข บล็อก หน้าตาพอเอาไปวัดได้คะ ก็ได้งานทำแบบถูๆ ไถๆ นายจ้างย่อมอยากได้ลูกจ้างหน้าตาดี ถูกต้องไหมคะ?

เส้นใหญ่
ขนาดว่า จข บล็อกรู้จักกับผู้จัดการร้านอาหารไทยชื่อไทย ย่าน Thai Town เค้ายังไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เลยคะ เส้นยังใหญ่ไม่พอคะ เพราะว่าเค้าเอาแต่ญาติๆ กันคะ งานที่ได้ทำในร้านไทยเนี้ย ส่วนใหญ่ ได้มากจากเพื่อนปล่อย shift ให้บ้าง เพื่อนคนนู้นฝากให้บ้าง โชคดีว่าเจอแต่คนดีดีๆ คนแย่ก็เจอคะ แต่ไม่เก็บมาจำให้รกสมองคะ

ประสบการณ์
มันคือสิ่งสำคัญ ในการต่อยอดการเลี้ยงชีพให้ได้รายเพิ่มมากขึ้นคะ ยิ่งมีประสบการณ์มากในหลายร้านๆ ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ไปร้านไหนๆ เค้าก็ต้อนรับคะ

ดวง
หุหุ อันนี้คงเป็นบุญกรรมขอแต่ละคน แนะนำให้สวดมนต์ มีสิ่งศักสิทธิ์อะไร งัดออกมาหละกันนะคะ

ประจบสอพลอ
ส่วนใหญ่ที่เห็นว่าคนไทยได้ดีในร้านอาหาร จะเป็นกันแบบนั้นคะ ต่อหน้านายจ้าง เอาใจสุดฤทธิ์ บางเรื่องผิดศึลธรรม ก็ยุให้ทำ บางเรื่องเป็นการเอาเปรียบเพื่อนร่วมงานแท้ๆ แต่ก็ด่าซ้ำ จข บล็อกไม่พูดอะไรคะ เงียบดีกว่า ไม่อยากยุ่ง แต่เห็นคนส่วนใหญ่พวกนั้น เอามาด่า นินทา ลับหลังนายจ้างเสมอคะ

เอาตัวเข้าแลก
อันนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ได้มีเจตนาละเมิดสิทธิ แต่เนื่องจากบุคคลที่เอาตัวเข้าแลกได้มีการสนทนากับ จข บล็อก นำมาเล่าให้ฟัง รวมถึงพฤติกรรมหลายๆ อย่าง ก็ได้แต่ฟังแล้ว "อืม" อย่างเดียวคะ จะคิดให้ดีมันก็ีดีคะ เสียไป ได้งาน ได้เงิน "ภูมิใจ" หรือเปล่าไม่รู้ หรือว่าไม่รู้จักคำนี้ แต่บางทีอาจจะดีกว่าเสียตัว "ฟรี" มั้ง

เห็นแก่ตัว
อันนี้คงไม่สาธยายนะคะ เพราะเห็นแก่ตัวจริงๆ คะ ทำได้ทุกอย่าง เค้าจะเดือดร้อนกันหรือไม่ ไม่สนใจ

คิดจะไปเรียนแล้วทำงาน ก็คงเหนื่อยใจคะ แต่ถ้าคิดจะทำงานเมืองนอก บอกได้เลยว่า คุณต้องทนกับคนแบบนี้ ทั้งคนไทย ต่างชาติ มันพอกันคะ บางทีโชคดีอาจจะเป็นของคุณคะ อาจจะไม่เจอเลยก็ได้คะ จข บล็อก เจอหมดคะ เพราะชอบเรียนรู้คะ ไม่ยั้งคะ ไหนๆ ก็ไปถึงที่แล้ว คนดีดีก็มีเยอะ คนไทยช่วยเหลือกันก็มีเยอะ แต่อยากให้ระวังตัวให้มักๆ เมื่ออยู่ในต่างแดน

อย่าไว้ใจใครง่ายๆ คะ

เดี๋ยวจะมาเล่าไปโรงเรียนวันแรกให้ฟังนะคะ